วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ขั้นตอนการเสนอขาย



                                                   ขั้นตอนการเสนอขาย



1. การแสวงหาลูกค้าและการพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้า
ลูกค้าผู้คาดหวัง (Prospect) คือบุคคลหรือธุรกิจที่มีโอกาสในการที่จะมาซื้อผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผู้คาดหวังอาจหมายถึงนิติบุคคล สถาบัน หรือบุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติเพียงพอและมีศักยภาพที่จะมาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของกิจการและเมื่อผู้คาดหวังซื้อผลิตภัณฑ์ก็จะเปลี่ยนสภาพมาเป็นลูกค้า
2. การเตรียมตัวก่อนการเข้าพบ
การเตรียมตัวก่อนการเข้าพบ หรือบางที่เรียกว่า การวางแผนก่อนการขาย คือ การเตรียมการเสนอขายของพนักงานขายกระทำให้กับกลุ่มลูกค้าผู้คาดหวังที่กำหนดขึ้นมา หรือคือการกำหนดรายละเอียดของการเสนอขาย หรือคือ กระบวนการต่อเนื่องในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้าผู้คาดหวัง เพื่อวิเคราะห์และวางแผนก่อนการเข้าพบลูกค้าผู้คาดหวัง ขั้นตอนนี้เป็นงานที่กระทำต่อเนื่องมาจากการแสวงหาลูกค้าผู้คาดหวัง กล่าวคือ เมื่อรายชื่อของลูกค้าผู้คาดหวังและทำการพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแล้ว ก่อนที่จะดำเนินการเข้าพบ พนักงานขายจะต้องทำการค้นหาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้าหรือธุรกิจของลูกค้าผู้คาดหวัง และใช้ข้อมูลต่างๆ ที่หามาได้จัดทำเป็นแผนการดำเนินงานเพื่อให้การเข้าพบลูกค้าเป็นไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์
3. การเสนอขายและการสาธิต
การเสนอขาย คือการอธิบายให้ลูกค้าได้ทราบถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และผลประโยชน์และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่จะได้รับ ตลอดจนการโน้มน้าวให้ลูกค้าเกิดความต้องการในตัวผลิตภัณฑ์ขึ้นมา
การสาธิตการขาย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การขายดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเวลามากนัก เป็นการแสดงหรือทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าผู้คาดหวัง ให้เกิดความสนใจ เกิดภาพลักษณ์สร้างความปรารถนาไปสู่ความเชื่อมั่น และตัดสินใจชื้อในที่สุด ดังนั้น ในการเสนอขายและการสาธิตนั้น พนักงานจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งเนื้อหาที่พูด ลักษณะท่าทาง การพูด น้ำเสียง เวลาที่ใช้ไปในการสาธิต ตลอดจนการเตรียมพร้อมในอุปกรณ์ช่วยการสาธิตต่างๆ

4. การขจัดข้อโต้แย้ง
ข้อโต้แย้ง (Objection) คือ ข้อแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของลูกค้าและพนักงานขายในเรื่องเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ข้อโต้แจ้งดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเสนอขายของพนักงานขาย แต่ถ้าข้อโต้แย้งนั้นสามารถขจัดไปได้ ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเสนอขายของพนักงานขาย ข้อโต้แย้งเป็นสิ่งปกติที่จะต้องเกิดขึ้นในการเสนอขาย

5. การปิดการขาย
การปิดการขาย คือ การสรุปผลการเสนอขาย เป็นเทคนิคขั้นสุดท้ายที่เร้าความสนใจของลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อผลตภัณฑ์ด้วยความพึงพอใจ การปิดกการขายจะกระทำภายหลังจากการที่พนักงาานขายสามารถขจัดข้อโต้แย้งของลูกค้าที่เกิดขึ้นได้แล้ว เป็นเทคนิคของการขายที่เรียกร้องให้ลูกค้ามีการกระทำเกิดขึ้น การปิดการขายทุกครั้งไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป พนักงานขายจำนวนมากที่ประสบความล้มเหลวในการขาย เนื่องจากการขาดหลักการที่ดีในการปิดการขาย ดังนั้นการปิดการขายจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการเสนอขายแต่ละครั้ง

6. การติดตามผลและการให้บริการ
นักการขายสมัยใหม่ถือว่าหัวใจของการทำงานคือ การติดตามผลและการให้บริการ ซึ่งเป็นประการสำคัญในการสสร้างฐานหรือเครือข่ายของลูกค้า และเพิ่มยอดจำหน่ายให้แก่กิจการ หลังจากพนักงานขายได้ปดการขายแล้ว กระบวนการขายยังไม่สิ้นสุด พนักงานขายจะต้องมีการติดตามผล การติดตามที่ดีย่อมเป็นการสร้างการขายต่อไป เนื่องจากการติดตามผลเป็นวิธีการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า เทคนิคของการติดตามผลการขาย ได้แก่ การส่งมอบผลิตภัณฑ์ การตดต่อทางโทรศัพท์ การติดต่อทางไปรษณีย์ การแวะเยี่ยมเยียน การอวยพรในเทศกาลพิเศษ การร่วมงานสำคัญๆของลูกค้า และการสร้างข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม

การหาที่ตั้งทำเล


                                                                         การหาที่ตั้งทำเล




การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานที่ สำหรับประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึง กำไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ดีตลอดระยะเวลาที่ประกอบธุรกิจนั้นความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งสถาประกอบธุรกิจการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การธุรกิจ กล่าวคือหากเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้องค์การธุรกิจ ประสบปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ค่าขนส่งสูง เนื่องจากสถานประกอบธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ และตลาด นอกจากนี้ อาจขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการผลิต และการปฏิบัติงานขององค์การธุรกิจ โดยทั่วไปลักษณะของทำเล จะไม่มีลักษณะใด ที่ดีกว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทำเล นำมาประกอบกัน เพื่อการตัดสินใจเลือกที่ใช้ตั้ง สถานประกอบธุรกิจ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยที่สุดการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพยายามหาแหล่ง หรือทำเลที่ทำให้ต้นทุนรวม ของการผลิตสินค้าและ บริการที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ลักษณะของการประกอบธุรกิจและสถานที่ประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันในเรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่ายและการลงทุน ดังนั้นการพิจารณาเลือกทำเลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลายประการเพราะการเลือกทำเลที่ตั้ง มีความสำคัญต่อการ ดำเนินงานขององค์การธุรกิจต่าง ๆ เช่น การวางแผนระบบการผลิต การวางผังโรงงาน การลงทุน และรายได้ เป็นต้น

การขาย

                                                                           การขาย


            

         การขายเป็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ทุกคนได้พบเห็นในชีวิตประจำวันในฐานะผู้บริโภค หรือผู้ซื้อ เช่น การซื้ออาหารรับประทานในโรงเรียน ซื้อขนมและน้ำดื่ม ตลอดจนใช้บริการทางรถประจำทางจากบ้านมาโรงเรียน กิจกรรมดังกล่าวล้วนเป็นสถานการณ์การซื้อ การขาย ทั้งสิ้น
            
       
          ความหมายของการขาย
            การขาย เป็นศิลปะของการชักจูงใจให้คนอื่นคิดหรือกระทำตามความคิดของนักขาย หรือ การขาย หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์ความจำเป็นและความต้องการของผู้มุ่งหวัง และช่วยให้ค้นพบความจำเป็น ความต้องการ ที่จะได้รับการตอบสนองด้วยความพึงพอใจจากการซื้อสินค้าและบริการที่นักขายนำเสนอ
            บทบาทของการขาย เป็นการให้บริการชักจูงใจ การติดต่อสื่อสาร การแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการให้เกิดความพึงพอใจและการให้การศึกษาแก่ผู้บริโภค


การลงทุนของขนมบัวลอย






ลงทุนน้อย กำไรดี 

งบประมาณการลงทุนทำขาย และกำไรแต่ละครั้ง เฉพาะค่าวัตถุดิบประมาณ 300 บาท ทำขนมบัวลอยได้ 60 ถ้วย กำไรครึ่งหนึ่ง "แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม แป้งเท้ายายม่อม 200 กรัม แป้งมัน 200 กรัม น้ำกะทิ 200 กรัม มันเทศสุก 1 ช้อนโต๊ะ เผือกสุก 1 ช้อนโต๊ะ ต้นทุนไม่เกิน 300 บาท สามารถทำขนมบัวลอยได้ประมาณ 60 ถ้วย ขนาดถ้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ขายราคาตลาดถ้วยละ 10 บาท ใส่ไข่เพิ่ม 5 บาท หักต้นทุนแล้วเหลือกำไร 300 บาท"

เมื่อทราบต้นทุน ต่อมาคือรูปแบบการขาย ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าเป็นตลาดที่มีคนสัญจรผ่านไปมา ใช้วิธีตั้งโต๊ะตักวางเป็นถุง หรือลงทุนซื้อเตาแก๊สปิคนิค นำหม้อบัวลอยตั้งไฟให้ร้อนเวลาขาย ถ้าจะขายในละแวกชุมชน แนะนำให้ใช้รถเข็น เพราะสามารถแล่นไปตามซอกซอย ราคาคันละประมาณ 3,000 บาท "บัวลอยบางร้านใช้วิธีลวกแป้งทิ้งไว้ แล้วตักน้ำกะทิราด ซึ่งจะไม่อร่อย เพราะไม่กลมกล่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น ควรต้มแป้งและน้ำกะทิด้วยกัน เวลาขายค่อยตักกะทิเข้มข้นราดอีกครั้ง" 

ขนมไทยชนิดนี้ จะขายดีช่วงเย็น ขายได้ทุกวัน ส่วนทำเลที่ยังคงอยู่ย่านตลาดสด ตลาดนัด งานวัด งานประจำปี ชุมชน หอพัก บริษัทห้างร้าน ป้ายรถประจำทาง หน้าร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล หมู่บ้านจัดสรร สถานศึกษา หรือหากใครมีร้านอาหารอยู่แล้ว นำไปเสริมเป็นของหวานได้ 

ในกรณีมีคู่แข่งขัน หากรสชาติแป้งบัวลอยอร่อย และใช้น้ำกะทิสด ภาชนะบรรรจุสะอาด พูดจาไพเราะกับลูกค้า ตั้งใจขาย ไม่หยุดบ่อย จะทำให้ได้ลูกค้าประจำ จากนั้นจะเกิดการบอกปากต่อปากเอง เชื่อว่าจะขายดีทุกคน

หัวใจสำคัญของขนมบัวลอย

    

หัวใจสำคัญคือ ส่วนผสม


สำหรับแป้งทำบัวลอย มีขายแบบสำเร็จรูป และลงมือทำเอง ซึ่งรสชาติไม่เหมือนกัน ถ้าทำเองจะอร่อย และหอมกว่า ส่วนผสมหลัก ประกอบไปด้วย แป้งข้าวเหนียว ตราดอกไม้ไทย แป้งเท้ายายม่อม แป้งมัน ผลมันเทศสุก เผือกสุก น้ำกะทิ น้ำอุ่น นำมานวด ใช้ได้ทั้งนวดมือ และเครื่อง ถ้าต้องการตัวแป้งที่มีสีสัน สามารถเติมสีผสมอาหาร ที่ได้จากผัก หรือผลไม้ตามธรรมชาติ 

"ขนมบัวลอยในสมัยก่อน ไม่ได้มีสีสันมากมายเฉกเช่นปัจจุบัน มีเพียงสีขาว และสีแดง ที่ใช้ในพิธีมงคล แต่ทุกวันนี้ ความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น จึงมีแป้งสีสันต่างๆ ออกมา อาทิ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีม่วง สีส้ม สีฟ้า ซึ่งสีแดง ได้จากหัวบีทรูท หรือดอกกระเจี๊ยบแห้ง สีเหลือง ใช้ฟักทองสุก สีเขียว จากใบเตย สีม่วง ใช้ดอกอัญชัน สีส้ม ได้จากแคร์รอต หรือชาไทย สีฟ้า ได้จากดอกอัญชัน เป็นต้น"
นอกจากแป้งจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของขนม หัวใจความอร่อยอีกอย่างคือ น้ำกะทิ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้มะพร้าวกะทิมาคั้นเพื่อให้ได้กะทิที่สดใหม่ แต่ถ้าแพงเกินไป หรือหาซื้อไม่ได้ สามารถใช้กะทิพาสเจอไรซ์ แบบกล่อง ยี่ห้ออร่อยดี แทนได้ เนื่องจากมีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติ และเวลาทำขายไม่ควรปรุงรสชาติหวานจัด เพราะปัจจุบันคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น "มะพร้าวกะทิ หาซื้อยาก และราคาแพง เนื่องจากมะพร้าวทุกสายพันธุ์ เวลาติดผลใน 1
 ทะลาย จะมีผลที่เป็นมะพร้าวกะทิร่วมอยู่ด้วยเพียง 1-3 ผลเท่านั้น ลักษณะเนื้อนิ่ม ฟู ให้น้ำกะทิมากกว่ามะพร้าวทั่วไป ราคาลูกละ 100-120 บาท" 

ทราบเคล็ดลับความอร่อยของขนมบัวลอยแล้ว ลำดับถัดมาถึงอุปกรณ์การทำ เป็นเครื่องครัวที่ทุกบ้านมีอยู่แล้ว อาทิ เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน กระบวย กะละมัง เว้นแต่กระทะทองเหลือง ที่ต้องใช้ "ขนมบัวลอยวัตถุดิบมีไม่มาก และปรุงไม่ยาก สามารถใช้อุปกรณ์ทำครัวได้หมด เว้นแต่กระทะที่ใช้ต้ม ต้องใช้กระทะทองเหลืองเท่านั้น เพราะถ้าต้มในหม้ออะลูมิเนียม น้ำจะขุ่นไม่ใส สีไม่สวย ราคาจำหน่ายตามขนาดมีตั้งแต่ใบละ 1,000 บาทขึ้นไป" 
นอกจากขนมบัวลอย จะทำง่าย ลงทุนต่ำ ขายได้กำไรดีแล้ว ข้อได้เปรียบอีกอย่างคือ วัตถุดิบหาซื้อได้ง่าย ส่วนผสมทุกอย่างสามารถซื้อได้ที่ตลาดสด ร้านขายของชำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าทั่วไป
 

สูตรขนมบัวลอย

                                                     สูตรขนมบัวลอย
     
   
   ส่วนผสมบัวลอย
* แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
* เผือกนึ่งสุกบดละเอียด 1 ถ้วยตวง (กรณีต้องการบัวลอยหลายสีสามารถเลือกใช้ฟักทอง เพื่อทำบัวลอย  สีเหลือง, ใบเตย เพื่อทำบัวลอยสีเขียว, อื่นๆ)
* น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง


    ส่วนผสมน้ำกะทิ
* กะทิ 2 ถ้วยตวง
* น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม
* น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
* เกลือป่น 1 ช้อนชา
* เนื้อมะพร้าวอ่อน, ไข่ (จะมีหรือไม่มีก็ได้)
* งาขาว (สำหรับแต่งหน้า จะมีหรือไม่มีก็ได้)

   
   
    วิธีการทำ

1. ทำบัวลอยโดยผสมแป้งข้าวเหนียว, เผือกนึ่งและน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน นวดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ระหว่างปั้นนั้น ควรโรยด้วยเศษแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบัวลอยติดกัน (ถ้าต้องการทำบัวลอยหลายสีก็ใช้ส่วนผสมเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟักทองสำหรับสีเหลือง หรือใบเตยสำหรับสีเขียว เป็นต้น)

2. ต้มน้ำในหม้อขนาดกลาง รอจนเดือดจึงใส่ลูกบัวลอยที่ปั้นไว้แล้ว เมื่อบัวลอยสุกให้นำออกมาแช่ในน้ำเย็น (บัวลอยที่สุกแล้วจะลอยขึ้น)


3. ทำน้ำกะทิโดยผสม กะทิ, น้ำตาลมะพร้าว, น้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป ควรใส่น้ำตาลทรายแค่ครึ่งเดียวก่อน ถ้ายังหวานไม่พอจึงค่อยใส่เพิ่มลงไป ต้มจนเดือด จึงหรี่ไฟลง นำบัวลอยที่ต้มไว้แล้วใส่ลงไปในน้ำกะทิ ต้มต่ออีกสักพักจึงปิดไฟ ถ้ามีมะพร้าวอ่อนก็ใส่ได้เลย พร้อมลูกบัวลอย (กรณีต้องการทำบัวลอยไข่หวาน ก็ตอกไข่ใส่ไปในหม้อหลังจากที่ใส่บัวลอยลงไป รอจนไข่สุกจึงปิดไฟ)


4. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยงาขาว เสริฟขณะร้อนหรือรอให้เย็นก็ได้



ตำนานบัวลอย

                                                           ตำนานบัวลอย




                ตำนานบัวลอย จะว่ามีที่มาจากขนมบัวลอยก็ไม่เชิง แต่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้เหตุเกิด จากเมื่ออดีตกาลนานมาแล้วมีสตรีตั้งท้องต้องการที่จะช่วยแบ่งเบาภาระผัวโดยการทำขนมขาย แม้ผัวจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ฟัง เมื่อผัวไปทำงานก็จะทำขนมบัวลอยใส่เรือแล้วพาย ไปขายในคลอง ชาวบ้านที่จะซื้อก็จะตะโกนบัวลอยจ้า..บัวลอยมาทางนี้หน่อย" และด้วย ขนมบัวลอยทำจากกระทิ เมื่อทำเสร็จแล้วก็เอาลงเรือขายเลยประกอบกับฝีมือการทำขนม บัวลอยที่มีความอร่อยจนติดอกติดใจชาวบ้าน จนใครๆก็เรียกเธอว่า บัวลอย
                        
                 วันหนึ่งเมื่อผัวกลับจากทำงานไม่เห็นเมียสุดที่รัก จึงพายเรือตามหาบัวลอยพร้อม กับร้องตะโกนว่า บัวลอย บัวลอย แต่ก็ไม่พบแม้แต่เรือของเธอ หลังจากนั้นไม่นานก็มีคน พบศพเธอลอยไปติดอยู่ที่ท่าเรือของวัดในคลองจึงมีการนำขึ้นมาทำพิธีตามศาสนาและด้วย ความเชื่อของคน ไทยที่ว่า ถ้าตายท้องกลมผีจะเฮี้ยนจึงไม่ได้มีการเผาแต่แค่ฝั่งเอาไว้ และ มีบางคนมาขอหวยปรากฎว่าถูกจนโด่งดังไปทั่วผู้คนถูกหวยเป็นว่าเล่นแต่แล้วเช้าวันหนี่งศพของบัวลอยก็หายไป คาดว่าเจ้ามือหวยคงมาทำการขุดศพเอาไปทิ้งและสะกดวิญญาณไว้ หลังจากนั้นตำนานบัวลอย ก็เริ่มถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา